“เดอ บรอยน์” ไม่ฟิตชวดช่วยเรือบู๊ผีถ้วยลีกคัพ

เป๊ป กวาร์ดิโอลา ผู้จัดการทีมแมนฯซิตี้ ยืนยัน เควิน เดอ บรอยน์ หมดโอกาสลงเล่นในเกมเยือนถิ่น แมนฯ ยูฯ ในศึกอีเอฟแอล คัพ ในคืนนี้

กองกลางทีมชาติเบลเยียมมีปัญหาบาดเจ็บกล้ามเนื้อน่องในเกมเปิดรังเสมอเซาแธมป์ตัน 1-1 จนต้องถูกเปลี่ยนตัวออกตั้งแต่ช่วงพักครึ่งและฟิตไม่ทันช่วยทีมดวลแข้งกับปีศาจแดง

เควิน เดอ บรอยน์

“เขาเจ็บขาและลงเล่นไม่ได้” กวาร์ดิโอลา กล่าว

“หวังว่าเขาจะหายทันในเกมกับเวสต์บรอมและบาร์เซโลนา แต่เขายังไม่แน่ใจแม้แต่เกมในช่วงสุดสัปดาห์หน้า”

ทั้งนี้ เดอ บรอยน์ ทำผลงานสุดโดดเด่นในเกมที่ซิตี้บุกเฉือนปีศาจแดง 1-2 ในเกมลีก หลังทำ 1 ประตู กับ 1 แอสซิสต์ ช่วยทีมบุกกำราบคู่ปรับร่วมเมืองถึงถิ่น
ที่มา : goal.com

“เรดแนปป์” แนะ”ชิรูด์” แก้คำสาปตำนานปืนหลอกหลอน

เจมี เรดแนปป์ อดีตผู้เล่นลิเวอร์พูลแสดงความคิดเห็นว่า โอลิวิเยร์ ชิรูด์ กองหน้าอาร์เซนอล ตกอยู่ภายใต้ความกดดันมาตลอด เนื่องจากความคาดหวังที่สูงของแฟนบอล พร้อมแนะนำให้ลืมเรื่องการเปรียบเทียบและมองโลกในแง่บวกเข้าไว้

ดาวเตะทัพตราไก่กลับมาโชว์ฟอร์มเก่งอีกครั้ง หลังลงมาเป็นซูเปอร์ซับยิง 2 ประตูช่วยพลพรรคปืนโตบุกไปเอาชนะซันเดอร์แลนด์ 4-1 เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา แต่ก่อนหน้านั้นเขาได้ลงเล่นเพียง 4 เกมในลีก แถมยังเป็นเพียงตัวสำรองทุกนัด เพราะมีปัญหาเรื่องฟอร์มการเล่นและอาการบาดเจ็บ จนทำให้มีเสียงวิจารณ์ตามมาว่าเขาไม่สมควรเป็นตัวจริงและมักถูกนำไปเปรียบเทียบกับเหล่าศูนย์หน้าระดับตำนานอย่าง เอียน ไรท์ , เธียร์รี อองรี และเดนนิส เบิร์กแคมป์ อยู่เสมอ

"เรดแนปป์" แนะ"ชิรูด์" แก้คำสาปตำนานปืนหลอกหลอน

จากสถานการณ์ดังกล่าวทำให้ อดีตกองกลางทีมชาติอังกฤษ เชื่อว่าตอนนี้ศูนย์หน้าวัย 30 กะรัตกำลังพยายามต่อสู้กับแรงกดดันอย่างหนักและแนะนำว่าเขาต้องลืมคำเปรียบเทียบ โดยจะต้องพยายามมองโลกในแง่ดีเสมอ

“ชิรูด์พยายามต่อสู้เพื่อที่จะเป็นเหมือน เอียน ไรท์,เธียร์รี อองรีและเดนนิส เบิร์กแคมป์ ราวกับว่าเขาถูกวิญญาณอาร์เซนอลในอดีตตามหลอกหลอนอยู่” เรดแนปป์ เขียนไว้ใน Daily Mail.

“เขาต้องลืมคำเปรียบเทียบและพยายามคิดบวกอยู่เสมอ ชิรูด์มีบทบาทในกรอบเขตโทษและเขาทำให้เวงเกอร์มีแผนสำรองที่ยอดเยี่ยม”

เราคือคาสิโนที่เล่นได้ที่บ้าน ผ่านเว็บ Gclub casino คาสิโนออนไลน์ หนึ่งในบริการดีๆ ที่ออกแบบมาเพื่อท่านลูกค้าโดยเฉพาะ พร้อมกับให้ทุกๆ ท่านได้พนันขันต่อกันอย่างเต็มที่ โดยนักเดิมพันจะได้สนุกและลุ้นรับเงินโบนัส แจ๊กพ๊อตมากมาย ผ่านตัวเกมส์ที่ท่านเลือกเล่นได้ง่ายๆ ที่นี่ที่เดียว

รู้จักยัง แมนกาลิทซ่า พิก ตัวเป็นหมูแต่มีขนเหมือนแกะ

     แมนกาลิทซ่า พิก (Mangalitsa Pig) หมูขนแกะสายพันธุ์แปลกที่โลกต้องทำความรู้จักเอาไว้ เพราะแม้ลักษณะรูปร่างและหน้าตาจะเป็นหมู แต่กลับมีขนอย่างกับแกะ แถมยังมีความเป็นหมาแฝงอยู่ในตัวอีกต่างหาก
แมนกาลิทซ่า พิก
     อย่าเพิ่งคิดว่าเจ้า 4 ขาที่คุณเห็นอยู่นี้เป็นแกะแต่อย่างใด เพราะถ้าสังเกตดูดี ๆ แม้จะมีขนละม้ายคล้ายกับแกะ แถมยังมีนิสัยใกล้เคียงกับหมาอีกต่างหาก แต่จริง ๆ แล้วสัตว์ตัวนี้ก็คือหมูอีกหนึ่งสายพันธุ์ที่ไม่ค่อยได้พบเห็นกันบ่อยนัก แต่หลังจากที่ทุกคนได้ทำความรู้จักกับหมูชนิดแล้ว ความแปลกที่น่ารักอาจทำให้มันกลายเป็นสัตว์เลี้ยงยอดนิยมในเร็ววันนี้ก็ได้

     เจ้าหมูขนแกะเหล่านี้มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า แมนกาลิทซ่า พิก (Mangalitsa Pig) พบมากในทวีปยุโรป โดยถูกพัฒนาสายพันธุ์มาจากหมูป่า ที่ในอดีตสายพันธุ์นี้เกือบจะสูญหายไปจากโลกก็เพราะการต่อสู้กับพวกคอมมิวนิสต์ ต่อมาในปี พ.ศ. 2532 ผู้เชี่ยวชาญด้านสายพันธุ์สัตว์ ปีเตอร์ ทอธ (Peter Toth) ได้ตัดสินใจขอซื้อเจ้าหมูขนแกะนี้มาอนุรักษ์เอาไว้

     แน่นอนว่าการนำหมูมาเป็นสัตว์เลี้ยงอาจจะยังไม่เป็นที่นิยมเท่าไรนัก แต่ในอนาคตก็ไม่แน่นะถ้าเกิดมีคนริเริ่มเอาเจ้าหมูอ้วนขนแกะนี้ไปเดินเล่นบ้างก็อย่าตกใจไปล่ะ

อาหาร การกิน กับภาวะกรดไหลย้อน

     เพื่อนของอุมัยคนหนึ่ง มีอาการจุก เสียด แน่นหน้าอก เจ็บแสบในลำคอ อย่างหาสาเหตุไม่ได้ กระทั่งเข้าไปตรวจสุขภาพอย่างจริงจัง ในที่สุดก็พบว่าเป็น “กรดไหลย้อน” และระยะหลังๆมานี้คนรอบตัวอุมัยต่างตกอยู่ในภาวะกรดไหลย้อนกันหลายคนทีเดียว จนทำให้ต้องหันมามองตัวเองว่าเรามีพฤติกรรมที่จะนำไปสู่ภาวะอินเทรนด์อย่างนั้นบ้างหรือเปล่า…จะได้ระมัดระวังดูแลตัวเองให้มากขึ้น เพราะเจ้ากรดไหลย้อนนี้เป็นแล้วอาจไม่ถึงขั้น “ตาย” แต่ก็ “ทรมาน” ไม่น้อยทีเดียว…

อาการจุก เสียด แน่นหน้าอก

     สาเหตุของโรคกรดไหลย้อนโดยปกติร่างกายจะมีกลไกป้องกันไม่ให้อาหารและกรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับขึ้นไปสู่บริเวณหลอดอาหาร ซึ่งกลไกหนึ่งคือ การทำงานของกล้ามเนื้อหูรูดที่บริเวณส่วนต่อระหว่างกระเพาะอาหาร และหลอดอาหาร (Lower esophagesl sphincter) ซึ่งจะทำหน้าที่คล้ายประตูป้องกันไม่ให้อาหารและกรดหรือด่างในกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับเข้าไปในหลอดอาหารแต่ในผู้ป่วยที่เป็นโรคกรดไหลย้อน กล้ามเนื้อหูรูดนี้จะหย่อนตัวลงทำให้กรดในกระเพาะอาหารไหลกลับเข้าไปในหลอดอาหารได้โดยง่าย ทำให้มีอาการและภาวะแทรกซ้อนต่างๆตามมา หลอดอาหารส่วนปลายผิดปกติ ส่วนปลายมีการเปลี่ยนแปลงของเซลส์ไป ซึ่งสามารถกลายเป็นมะเร็งได้ต่อไปในอนาคต เรียกว่า “Barrett’s esophagus” หลอดอาหารส่วนปลายมีการอักเสบเรื้อรังจนมีพังผืดเกิดขึ้น ทำให้กลืนติดหรือกลืนลำบากได้

barretts-esophagus

     หากคุณมีอาการเหล่านี้ พึงระวังไว้ว่าน่าจะมีภาวการณ์เป็นโรคกรดไหลย้อนได้ อาทิ อาการแสบยอดอก (Heartburn) ขย้อนหรือสำรอก (Regurgitation) รู้สึกเปรี้ยว (กรด) หรือขม (ด่าง) ในปาก หรือ บริเวณช่องคอด้านหลัง มักมีอาการเรอ, จุก, เสียด, แน่น มักมีอาการเจ็บบริเวณหน้าอก มักตื่นในเวลากลางคืน และ รู้สึกเปรี้ยวหรือขมในปาก

ขมในปาก

     ส่วนอาการต่างๆต่อไปนี้ อาจไม่จำเพาะว่าจะเป็นโรคกรดไหลย้อน แต่เป็นอาการที่อาจเป็นผลมาจากโรคกรดไหลย้อน ได้แก่1.อาการทางระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอเรื้อรัง โดยเฉพาะต้องตื่นมาไอตอนกลางคืน เป็นต้น2. อาการทางระบบ หู คอ จมูก เช่น มีเสียงแหบ หรือ เจ็บคอในตอนเช้า, มีกลิ่นปาก เป็นต้น อาการเตือนหรือสัญญาณอันตรายว่าเข้าข่ายเป็นกรดไหลย้อน1. กลืนลำบาก2. กลืนเจ็บ3. อาเจียนบ่อยๆ4. อาเจียนเป็นเลือด หรือมีอาการซีด5. น้ำหนักลด

     ผศ.นพ.สมชาย ลีกากุศลวงศ์ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล อธิบายว่า โรคกรดไหลย้อนจะพบได้มากในทุกกลุ่มอายุ แต่ที่พบมากและมักจะมีอาการรุนแรง จะเป็นกลุ่มคนอ้วน ยิ่งกลุ่มคนที่สูบบุหรี่ยิ่งมีปัจจัยเสี่ยงมากขึ้นโดยปกติแล้วแพทย์สามารถวินิจฉัยได้จากอาการดังที่กล่าวมา หากเป็นกรดไหลย้อนแพทย์สามารถให้การรักษาเบื้องต้นได้ โดยจะติดตามดูอาการของผู้ป่วย ในบางรายอาจมีความจำเป็นต้องได้รับการตรวจพิเศษเพิ่มเติม เช่น ส่องกล้องทางเดินอาหาร ตรวจทางรังสีวิทยา การตรวจวัดการบีบตัวของหลอดอาหาร และการตรวจวัดความเป็นกรด-ด่างในหลอดอาหาร ซึ่งพบว่าได้ผลแม่นยำและดีที่สุดในปัจจุบันการจัดการกับโรคกรดไหลย้อน : มุ่งที่การควบคุมอาการให้เหลือน้อยที่สุด ซึ่งหลักใหญ่อาศัยการปรับเปลี่ยนอาหารการกิน และวิถีชีวิตของผู้ป่วย ประสานกับการกินยาเท่าที่จำเป็น ซึ่งการปรับเปลี่ยนอาหารนั้นเน้น 2 เรื่องใหญ่ คือ

     1 หลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้กล้ามเนื้อหูรูดผ่อนคลายไม่กระชับ เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ช็อกโกแลต เปปเปอร์มินต์ เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน น้ำมัน ของทอดและอาหารที่มีไขมันสูงทั้งหลาย นมเต็มส่วน อาหารที่ผสมครีมอาหารขยะ เป็นต้น สำหรับผู้ที่น้ำหนักเกิน จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องควบคุมน้ำหนัก

     2 หลีกเลี่ยงอาหารที่ไปเพิ่มกรดในกระเพาะอาหาร เช่น ชา กาแฟ กระเทียม หัวหอม พริกและอาหารเผ็ดร้อนหน่อไม้ฝรั่ง ไข่ พาสต้า ก๋วยเตี๋ยว แป้งข้าวโพด ลูกพรุน ส้ม น้ำมะเขือเทศ น้ำอัดลม น้ำตาล อาหารขยะ และอาหารที่ผ่านการแปรรูป เป็นต้นในส่วนการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตนั้น ก็เพื่อจัดการให้มีกรดไหลย้อนขึ้นหลอดอาหารน้อยที่สุด คั่งอยู่ในหลอดอาหารเป็นเวลาสั้นที่สุด ดังนี้1 วิถีการกิน อย่ากินอิ่มเกิน กินน้อยแต่หลายมื้อได้ อย่ากินอย่างเร่งรีบ เคี้ยวอาหารให้ละเอียด อย่าดื่มน้ำมากพร้อมอาหาร กินอาหารแล้วห้ามออกกำลังกายหรือนอนทันที ควรทิ้งช่วงประมาณ 2-3 ชั่วโมง เมื่อรู้สึกว่ากรดไหลย้อน ให้ดื่มน้ำ กลืนน้ำลาย หรือเคี้ยวหมากฝรั่ง เพื่อช่วยสลายกรด 2 กำหนดท่าทางของร่างกายให้เหมาะสม ได้แก่ อย่าก้ม (โดยเฉพาะช่วงหลังอาหาร) อย่าใส่เข็มขัดหรือเสื้อผ้ารัดแน่นเกินไป พยายามห้ามนอนตะแคงขวาเพื่อจะได้ไม่กดทับท้องจนกรดไหลย้อน สำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหากรดไหลย้อนระหว่างนอน ควรยกหัวเตียงให้ลาดสูงขึ้นประมาณ 6-8 นิ้ว เพื่อป้องกันไม่ให้กรดคั่งในหลอดอาหาร และที่สำคัญต้องจัดการกับความเครียด ผ่อนคลายให้มากขึ้น เพราะความเครียดเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มีกรดมาก

     อาหารดี อาหารร้าย กับ กรดไหลย้อนหากจะว่ากันไปแล้ว อาหาร การกิน เกี่ยวข้องกับโรคกรดไหลย้อนแบบเต็มๆ ฉะนั้นเรามาดูกันเถอะค่ะว่า อาหารมีส่วนอย่างไรกับกรไหลย้อนทั้งในด้านบวกและด้านลบDark Side อาหารร้ายๆบันดาลอาการกรดไหลย้อน

     ช็อกโกแลต โกโก้ เครื่องดื่มมอลต์ กาแฟ ของเหล่านี้ล้วนมีจุดเชื่อมโยงกันด้วยสารธีโอโบร์ไมน์ (theobromine) ซึ่งก่อให้เกิดกรดในกระเพาะมากเกินไป แน่นอนว่าไม่ดีเลยหากต้องการลดกรดออกจากกระเพาะในยามที่สุ่มเสี่ยงต่อกรดไหลย้อน หรือหากมีการวินิจฉัยแล้วว่าเป็นผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อนควรหลีกเลี่ยงโดยเด็ดขาด

     น้ำหมัก เครื่องดอง ของเมา โซดา รายนามกลุ่มที่สองนี้นอกจากเพิ่มแก๊สอย่างไม่ต้องเคลือบแคลงใจ ยังเร่งปฏิกิริยาคาร์บอเนชั่น (Carbonation) เพิ่มความดันในกระเพาะอาหารมากขึ้นอีกด้วย นั่นก็คือส่วนหนึ่งของอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แสบลิ้นปี่

     อาหารทอด อาหารไขมันสูง เหตุผลง่ายๆเลยคือ กลุ่มนี้ย่อยยาก ทำให้ร่างกายเสื่อมได้เร็วขึ้น กระเพาะจำเป็นต้องออกเรี่ยวแรงมากขึ้นBright Side ทานอย่างไรห่างไกลกรดไหลย้อนในเมื่อจุดเริ่มและต้นเหตุเริ่มจากการกินเป็นสำคัญ ดังนั้นการบรรเทารักษาก็ต้องเริ่มจากการรับประทานเช่นกัน สำหรับคนที่รู้สึกว่าน่าจะเข้าข่ายเป็นโรคกรดไหลย้อนแล้ว ลองปรับการรับประทานดู เพราะทางสว่างอยู่ที่การรับประทานของคุณนั่นเอง

     – รับประทานจำนวนมื้อมาก แต่ในปริมาณที่น้อยลง เนื่องจากปริมาณอาหารที่น้อย หรือในปริมาณที่เหมาะสม นั่นเท่ากับการทานอาหารได้เป็นมิตรกับระบบย่อยอาหาร เอนไซม์ต่างๆจะได้ทำงานอย่างเหมาะสม- รับประทานให้ช้าลง นั่นหมายความว่าคุณได้เริ่มต้นกระบวนการย่อยโดยเบื้องต้น ก่อนส่งเข้าสู่ระบบการย่อยอย่างเป็นทางการ กระเพาะและระบบการย่อยไม่จำเป็นต้องหลั่งแก๊สออกมามากเกินไป โดยเคล็ดลับคือ ขณะที่คุณรับประทานอาหารให้หมั่นวางช้อนขณะเคี้ยว ปฏิบัติจนเป็นนิสัย ทำให้เป็นกิจวัตร จะช่วยสนับสนุนร่างกายให้ปรับพฤติกรรมการย่อยอาหารได้- เมื่อรับประทานเสร็จ จงเดิน หรือยืนประมาณ 30 – 40 นาที นั่นไม่ใช่เพราะว่าให้คุณเดินย่อยอาหารอย่างที่เคยได้ยินกัน แต่นี่คือการเดินเพื่อเยียวยา- ควรนอน หรือเอนหลังหลังจากรับประทานอาหารไปแล้ว 2 – 3 ชั่วโมง มื้อเย็นที่เคยจัดหนักก็ลดลงให้เหมาะสม ไม่มากเกินไป นั่นคือเคล็ดลับการปรับเอาพฤติกรรมที่เสียไปจากการเป็นคนเมือง แบบที่กินแล้วนอน ซึ่งเป็นต้นตอการเป็นกรดไหลย้อน- หลังรับประทานอาหารควรดื่มน้ำอุ่น หรือน้ำในอุณหภูมิห้อง เพื่อลดและล้างกรดในกระเพาะ ที่สำคัญหลีกเลี่ยงน้ำเย็นให้เด็ดขาด-หมากฝรั่ง ช่วยปรับสมดุลในกระเพาะอาหารได้ น้ำลายที่เกิดขึ้นระหว่างการเคี้ยวเป็นมิตรกับกระเพาะคุณ