หญิงหลงรักหมาปั๊ก รับเลี้ยงไว้กว่า 30 ตัว ใช้เงินดูแลปีละกว่า 8.8 แสนบาท

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า “เบคก้า เดรก” (Becca Drake) หญิงคนรักสุนัขเป็นชีวิตจิตใจวัย 40 ปีคนหนึ่งในมณฑลเชชเชอร์ ประเทศอังกฤษ ทิ้งงานช่างเสริมสวยของตัวเอง เพื่อมาดูแลสุนัขสายพันธุ์ปั๊กที่เธอรับเลี้ยงไว้กว่า 30 ตัว โดยในแต่ละปีเธอต้องใช้เงินในการดูแลสุนัขลูกรักของเธอราว 20,000 ปอนด์ หรือราวๆ 882,578 บาท ซึ่งปีนี้เธอใช้เงินไปกว่า 1,000 ปอนด์ หรือราวๆ 44,128 บาท สำหรับสุนัขของเธอในเทศกาลคริสต์มาส

นอกจากนี้ เธอยังได้ทำการก่อตั้งมูลนิธิช่วยเหลือสุนัขอีกด้วย ซึ่งเธอเผยว่า ตลอด 10 ปีมานี้ เธอใช้จ่ายเงินไปแล้วกว่า 13 ล้านปอนด์ หรือราว 573,676,197 บาท ในการดูแลพวกมันเป็นอย่างดี ทั้งเรื่องอาหารการกิน ออกกำลังกาย หรือที่พัก

ลูกค้าตะลึง! ซุปเปอร์ฯในเมืองจีนขายแอปเปิ้ล 3 ลูก ราคา 39,888 หยวน

ซุปเปอร์มาเก็ตในเมืองหางโจว มณฑลเจ้อเจียง ขายแอปเปิ้ล 3 ลูก ราคาสูงถึง 2 แสนกว่าบาท ทำเอาลูกค้าและชาวเน็ตพากันตะลึง แอปเปิ้ลอะไรแพงได้ขนาดนี้?

เว็บไซต์ข่าวประเทศจีนรายงานว่า เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันคริสต์มาสอีฟ ซุปเปอร์มาเก็ตแห่งหนึ่งในเมืองหางโจว เมืองหลวงของมณฑลเจ้อเจียง บรรดาลูกค้าต่างตกตะลึงกับราคาแอปเปิ้ลที่ทางซุปเปอร์มาเก็ตดังกล่าวขาย เนื่องจากขายแอปเปิ้ล 3 ลูก ในราคา 39,888 หยวน หรือราวๆ 206,678 บาท เลยทีเดียว

ตามรายงานระบุว่า แอปเปิ้ลราคาแสนแพงทั้ง 3 ลูกนี้ มาจากประเทศญี่ปุ่น โดยมีชื่อว่าแอปเปิ้ลลายศิลป์ ซึ่งบนผลแอปเปิ้ลแต่ละลูกจะวาดลวดลายไว้อย่างประณีตสวยงาม ทั้งมังกร เสือ และเหยี่ยว นอกจากนี้ แอปเปิ้ลแต่ละลูกยังใหญ่กว่าแอปเปิ้ลปกติธรรมดาที่วางขายทั่วไปถึง 3-4 เท่า

ทั้งนี้ คนจีนจะเรียกวันคริสต์มาสอีฟว่า “ผิงอันเย่” (平安夜) ซึ่งมีความหมายว่า คืนแห่งความเงียบสงบ (Silent night) ในวันนี้คนจีนมักจะให้แอปเปิ้ลแก่กัน เนื่องจากแอปเปิ้ลในภาษาจีนเรียกว่า “ผิงกั่ว” (苹果) ซึ่งคล้ายกับคำว่า “ผิงอัน” (平安) โดยจุดประสงค์ในการให้ก็เพื่อเป็นการอวยพรให้คนที่ได้รับพบแต่สิ่งที่ดี ชีวิตราบรื่น สงบสุข

ป้าชาวจีนช้ำใจหนัก เงินเก็บแสนกว่าบาทในถังข้าวสาร ถูกหนูแทะจนไม่เหลือชิ้นดี

ป้าชาวจีนวัย 51 ปี ช้ำใจหนัก เงินเก็บแสนกว่าบาทที่ได้จากการทำงานอย่างหนักกับสามี ที่เก็บไว้ในถังข้าวสารถูกหนูตัวดีกัดแทะจนไม่เหลือชิ้นดี

เว็บไซต์ข่าวประเทศจีนรายงานว่า ป้าวัย 51 ปีคนหนึ่ง ชาวบ้านหมู่บ้านชุยเจียโกว ตำบลเฉียเจียเหม่า อำเภอสุยเต๋อ เมืองหยูหลิน มณฑลส่านซี จำต้องช้ำใจเป็นอย่างมาก เพราะเงินธนบัตรที่ช่วยกันเก็บออมไว้กับสามีจากการทำงานอย่างหนักกว่า 27,000 หยวน หรือราวๆ 139,899 บาท ที่เก็บไว้ในถังข้าวสารภายในบ้านถูกหนูกัดแทะออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยทั้งหมด ไม่เหลือแม้แต่เงินธนบัตรเดียว

ทำเอาสามีของเธอกระวนกระวาย ร้อนอกร้อนใจจนกินไม่ได้นอนไม่หลับมาหลายวัน รวมถึงสมาชิกในบ้านคนอื่นด้วยเช่นกันที่ต่างพากันร้อนใจจนหัวหมุน

แต่ทั้งนี้ ทางธนาคารพาณิชย์ในอำเภอดังกล่าวได้แนะนำว่า ให้เธอเก็บรวบรวมเงินธนบัตรทั้งหมดนั้นมา แล้วทางธนาคารจะดำเนินการรับเปลี่ยนคืนให้

ลูกชายฝาแฝดป่วยโรคอ้วนและออทิสติกทั้งคู่

เว็บไซต์ข่าวประเทศจีนได้เผยแพร่เรื่องราวของหม่า เสี่ยวซิว แม่เลี้ยงเดี่ยวชาวเสิ่นหยาง มณฑลเหลียวหนิง ที่มีลูกชายฝาแฝดคู่หนึ่ง คนโตชื่อจาง หางจวิ้น ป่วยเป็นโรคอ้วนและออทิสติก ระดับรุนแรง น้ำหนักกว่า 250 กิโลกรัม แฝดคนน้องชื่อจาง หยวนจุ้น ป่วยเป็นโรคอ้วนและออทิสติก ระดับกลาง น้ำหนัก 125 กิโลกรัม เป็นเหตุให้เธอผู้เป็นแม่ต้องทิ้งหน้าที่การงานแล้วมาดูแลลูกชายทั้งสองอย่างเต็มที่

โดยเมื่อ 10 กว่าปีก่อนหน้านี้เธอได้หย่าขาดกับสามี กลายมาเป็นคุณแม่เลี่ยงเดี่ยว และเลือกที่จะทิ้งงานเพื่อออกมาดูแลลูกอยู่บ้าน ซึ่งในปัจจุบันทั้งสามอาศัยอยู่ในห้องเช่า ใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก และถึงแม้ว่าเธอจะเคยได้ยินเรื่องราวของแม่หลายคนที่ทอดทิ้งลูกที่ป่วย แต่เธอก็ยืนยันว่าไม่ว่าอย่างไรเธอก็จะไม่ทำอย่างนั้นเด็ดขาด

นอกจากนี้ เธอยังเผยอีกว่า หลายปีมานี้เธอไม่เคยหลับได้สนิทเลยสักคืน เพราะแฝดคนโตพออายุ 6 ขวบ ก็ยืนไม่ได้แล้ว ส่วนตัวเธอเองก็ป่วยเป็นโรคเช่นกัน แต่ถึงแม้ว่าจะยากลำบากเธอก็ยังมองว่าการได้อยู่กับลูกๆ นั้นคือความสุข และตอนนี้ก็ห่วงแค่ว่าถ้าเธอเป็นอะไรไป ลูกชายทั้งสองของเธอจะไม่มีคนดูแล

อนุมัติปลูกกัญชงได้ 6 จังหวัด ด้าน กระท่อม-กัญชา อยู่ระหว่างพิจารณา

ป.ป.ส. เผย อนุมัติให้ปลูกกัญชงในพื้นที่กำหนด 6 จังหวัด โดยจัดเป็นพืชเศรษฐกิจ ส่วน กระท่อม กัญชา และเมทแอมเฟตามีน อยู่ในการพิจารณาเช่นกัน

เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2559 นายศิรินทร์ยา สิทธิชัย เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ได้กล่าวถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับพืชเสพติดและสารเสพติด ได้แก่ กัญชง กัญชา กระท่อม และเมทแอมเฟตามีน เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์

นายศิรินทร์ยา เผยว่า ขณะนี้คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ “กัญชง” สามารถปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจได้ แต่ยังจำกัดในพื้นที่ 6 จังหวัด โดยจะปลูกได้ในบางอำเภอของ จ.เชียงใหม่ จ.เชียงราย จ.น่าน จ.ตาก จ.เพชรบูรณ์ และ จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งสายพันธุ์ที่ปลูกจะต้องมีสารออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท (THC) ไม่เกิน 1 เปอร์เซ็นต์ โดยเยื่อของต้นกัญชงสามารถนำมาเป็นสิ่งทอได้ ขณะเดียวกันโรงงานยาสูบจะเป็นผู้รับซื้อผลิตภัณฑ์จากต้นกัญชงจากเกษตรกรโดยตรง

ทั้งนี้เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวอีกว่า ตอนนี้กำลังอยู่ในการศึกษาประโยชน์และวิธีใช้ของชาวบ้านต่อพืชกระท่อม เช่นเดียวกับกัญชา ที่มีข้อดีคือ ใช้เป็นยารักษาโรคได้ แต่ก็มีอันตรายจากสารที่เป็นตัวอนุพันธ์ ส่วนการปรับบัญชีเมทแอมเฟตามีน จากยาเสพติดประเภท 1 ไปเป็นยาเสพติดประเภท 2 เพื่อให้ใช้ประโยชน์ทางการแพทย์นั้นก็ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบต่อไป

นักลงทุนจีนทุ่มงบล้านล้าน สร้างเมืองสีเขียวขนาดยักษ์ติดชายแดนมาเลเซีย-สิงคโปร์

โลกจับตา นักลงทุนชาวจีนผุดโปรเจคท์ยักษ์ สร้างเมืองสีเขียวขนาดมหึมาติดชายแดนมาเลเซีย-สิงคโปร์ หวังเป็นดินแดนแห่งเซินเจิ้น 2 เตรียมดำเนินการสร้างปี 2560

เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2559 เว็บไซต์ Bloomberg ได้หยิบเรื่องราวน่าสนใจมานำเสนอว่า บริษัท คันทรี การ์เด้น โฮลดิ้งส์ (Country Garden Holdings) บริษัทอสังหาริมทรัพย์และพัฒนาที่ดินจากประเทศจีน ได้ทุ่มงบประมาณกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์ (3.5 ล้านล้านบาท) เพื่อสร้างเมืองสีเขียวขนาดยักษ์ในโปรเจคท์สุดยิ่งใหญ่ที่มีชื่อว่า ฟอเรสต์ ซิตี้ (Forest City) บนพื้นที่ในเมืองยะโฮร์บาห์รู ทางตอนใต้ของประเทศมาเลเซีย ซึ่งติดกับประเทศสิงคโปร์

โดยจากรายงานระบุว่า ภายในพื้นที่ขนาดใหญ่กว่า 13.7 ตารางกิโลเมตรนี้ จะทำการสร้างเป็นคอมเพล็กซ์ที่อยู่อาศัยที่รองรับประชากรมากกว่า 700,000 ราย โดยภายในจะประกอบไปด้วยสิ่งปลูกสร้างอำนวยความสะดวกครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นอาคารตึกสำนักงาน สวนสาธารณะ โรงแรม ห้างสรรพสินค้า โรงเรียนนานาชาติ ศูนย์รักษาพยาบาล ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดนี้จะถูกสร้างอย่างหรูหราสวยงามห้อมล้อมไปด้วยพืชพันธุ์ไม้นานาพรรณสีเขียว และดินแดนเมืองในป่าแห่งนี้จะมีด่านตรวจคนเข้าเมืองเป็นของตัวเองด้วย โดยการก่อสร้างโครงการนี้จะเริ่มต้นขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2560 ซึ่งขณะนี้มียอดขายอพาร์ตเมนต์แล้วกว่า 8,000 ห้องด้วยกัน

ในขณะที่บริษัทจีนจำนวนมากขยายธุรกิจมาเจริญเติบโตที่ประเทศมาเลเซีย ทั้งนี้ทางโครงการเชื่อว่า สถานที่แห่งนี้จะกลายเป็นแหล่งเศรษฐกิจสำคัญใหม่ หรือเรียกได้ว่าเป็นเมืองเซินเจิ้นที่ 2 เลยก็ว่าได้

โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 6 ธันวาคมที่ผ่านมา ด้าน นาจิบ ราซัค นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เชื่อว่า โครงการดังกล่าวนี้จะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว และสร้างเม็ดเงินให้กับประเทศได้อย่างมหาศาล อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมเรื่องการท่องเที่ยวในประเทศได้มากขึ้น รวมไปถึงพัฒนาแรงงานสร้างอาชีพและเพิ่มรายได้ให้กับประชากรด้วย นอกจากนี้ได้เปิดเผยยอดการขายห้องล่าสุดว่าเพิ่มขึ้นเป็น 11,000 ห้องแล้ว